อยากเปลี่ยนสายอาชีพการทำงานใหม่ต้องคิดให้ดี

บางคนอาจะเริ่มต้นทำงานทันทีที่ได้รับการตอบรับเข้าทำงาน โดยที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองรักที่จะทำอะไรจริง ๆ แต่เมื่อทำงานไปสักระยะ บางคนก็อาจจะหาตัวเองเจอ และอยากที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะการทำงานที่ตัวเองไม่ได้รักก็อาจจะทำให้เราทำงานนั้นออกมาได้ไม่ดี แต่สำหรับในกรณีของการที่จะเปลี่ยนสายงานไปเลยนั้น อาจจะต้องคิดให้ถี่ถ้วนก่อน เพราะชีวิตจริงคุณอาจมีเรื่องให้ต้องคิดอีกเยอะก่อนที่จะตัดสินใจไปตามหาความฝัน  ต้องการเปลี่ยนงานจริง ๆ หรือเพียงแค่ เบื่อกับสังคมที่ทำงาน หรือเพื่อนร่วมงาน เบื่องานที่ทำมาเป็นเวลานาน และรู้สึกว่าทักษะของคุณสามารถต่อยอดได้อีกมากมายในสายงานนี้ รู้สึกว่างานที่ได้รับมอบหมายยากเกินไปทั้งที่ยังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่ เห็นว่างานใหม่ที่อยากจะทำมีรายได้มากกว่า แม้ว่าจะเป็นงานที่ไม่ได้ชอบทำเลย ถ้าคุณมั่นใจว่าคุณไม่ได้จะเปลี่ยนสายงานเพียงเพราะเหตุผลเหล่านี้ และคุณค้นพบสิ่งที่คุณรักแล้วจริง ๆ ต่อไปคือพิจารณาถึงสิ่งที่คุณจะต้องเจอ ความเสี่ยงที่ต้องเผชิญ การเริ่มต้นทำงานในสายงานใหม่อาจทำให้รายได้ลดลง เพราะเป็นการเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง ต้องทำใจว่าคุณอาจจะไม่ได้รับรายได้เท่าที่เดิม นอกจากนี้ตำแหน่งก็ลดลง จากพนักงานอาวุโสคุณอาจต้องเข้าไปเป็นพนักงานระดับเริ่มต้น เพราะคุณยังขาดประสบการณ์ในสายงานใหม่ และถึงจะคิดว่าเป็นงานที่รักแล้ว แต่งานที่รักอาจไม่ใช่งานที่ใช่ เพราะก่อนหน้านี้คุณยังไม่เคยทำแต่เมื่อทำแล้วคุณอาจจะไม่ได้มีทักษะหรือรักงานนี้จริง และถ้าใครลาออกจากงานเก่าเพราะเรื่องของสังคมการทำงานนั้น สังคมใหม่ที่ใหม่อาจจะแย่กว่าก็ได้ ถ้าคิดว่ารับได้ แล้วรู้หรือยังว่าสายงานใหม่ต้องทำอะไรบ้าง คุณจะต้องใช้เวลาศึกษาเพื่อเพิ่มความมั่นใจว่าสายงานใหม่ที่อยากจะเปลี่ยนนั้น เหมาะสมกับตัวคุณจริง ๆ โดยหาโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากเพื่อน หรือคนที่ทำงานอยู่ในสายงานใหม่นี้อยู่แล้ว เพี่อที่ว่าคุณจะได้เข้าใจในภาพรวมการทำงานใหม่มากขึ้น รวมถึงทักษะที่จำเป็นในสายงานใหม่มีอะไรบ้างที่คุณยังไม่รู้หรือไม่มีความชำนาญ คุณก็ต้องหาโอกาสเรียนรู้เพิ่มเติม รวมถึงปรับแก้ Resume ให้เข้ากับงานใหม่ ซึ่งถ้าคุณพร้อมแล้วก็ยื่นใบสมัครได้เลย ทำใจให้สบาย เมื่อต้องสมัครงานในสายอาชีพใหม่ที่คุณไม่เคยทำ ก็ต้องยอมรับว่านายจ้างก็อาจจะพิจารณาจากผู้สมัครที่มีประสบการณ์หรือเรียนจบสายตรงก่อน ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าคุณจะไม่มีโอกาส…… Continue reading อยากเปลี่ยนสายอาชีพการทำงานใหม่ต้องคิดให้ดี

วิธีทำให้คนอื่นประทับใจในตัวเรา ในวันแรกของการทำงานใหม่

วันแรกของการทำงานอาจทำให้หลายคนรู้สึกกังวลใจ ทั้งเรื่องของการเจอเพื่อน รุ่นพี่และสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ รวมไปถึงบทบาทหน้าที่ใหม่ ที่เข้ามาหาเราพร้อม ๆ กัน ซึ่งบางคนอาจจะรู้สึกว่าหากเราทำวันแรกได้ไม่ดีหรือไม่ราบรื่น ก็อาจจะทำให้วันต่อไปของการทำงานไม่ราบรื่นด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นเราจึงควรเตรียมตัวให้ดีสำหรับการเป็นพนักงานใหม่ที่ทำให้ทุกคนในที่ทำงานประทับใจตั้งแต่วันแรก เริ่มวันให้เป็นเช้าที่สดใสและพร้อมสำหรับการทำงาน วันแรกของการเริ่มงานใหม่ลองตื่นเช้ากว่าปกติสักหน่อย เพราะในวันสำคัญนี้นอกจากคุณจะต้องการเวลาสำหรับการดูแลตัวเองให้ดูดีมากกว่าปกติ ยังต้องตรวจสอบสิ่งของที่จำเป็นว่าอยู่ในกระเป๋าครบหรือไม่ สำหรับการแต่งตัวไปทำงานวันแรก ควรจะแต่งให้ถูกต้องแต่งตัวตามระเบียบของบริษัท แต่ถ้าบริษัทให้แต่งตัวสบาย ก็ให้เลือกการแต่งตัวที่เรียบร้อยเหมาะสมกับงานที่ทำ และอย่าใส่เสื้อผ้าที่มีสีสันฉูดฉาดเกินไปนัก หรือเครื่องประดับชิ้นใหญ่เพราะนั่นอาจจะทำให้คนจดจำคุณแบบไม่ดีนัก จากนั้นเผื่อเวลาให้ไปถึงที่ทำงานก่อนเวลาเข้างานอย่างน้อย 15 นาที เพราะอาจจะเจอปัญหาที่ไม่คาดคิดเกี่ยวกับการเดินทางด้วย เช่น รถชน รถติด รถเสีย ในระหว่างการเดินทางหากมีเวลาพอก็ฟังเพลงเพื่อเป็นการผ่อนคลายก่อนเข้าไปที่ทำงานใหม่ก็ได้ สร้างความประทับใจเมื่อเข้าทำงานวันแรกจากรายละเอียดเล็ก ๆ อย่าลืมปิดเสียงโทรศัพท์มือถือเพราะเป็นมารยาทที่จะไม่รบกวนคนอื่น ๆ ตั้งแต่วันแรก ในการทำงานวันแรกไม่มีใครต้องการเห็นคุณยุ่งอยู่กับการคุยหรือเล่นโทรศัพท์มือถือในเวลางานตลอดเวลา แม้ว่าพนักงานคนอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้คุณจะทำสิ่งเหล่านั้นอยู่ได้ก็ตาม ทำตัวเองให้เป็นที่รู้จักของเพื่อร่วมงานใหม่ด้วย เมื่อรู้ว่าโต๊ะทำงานคุณอยู่ที่ใด ให้ทำความรู้จักกับคนอื่นรอบ ๆ ตัว รวมถึงคนที่เดินผ่านโต๊ะคุณไปมาด้วยและพยายามจำชื่อเพื่อนร่วมงานของคุณให้ได้ คุณอาจจะใช้วิธียิ้ม กล่าวทักทาย แนะนำตัวเองให้เขารู้จักก่อน หรือลองพูดคุยสอบถามเกี่ยวกับเรื่องกฎระเบียบต่าง ๆ ของบริษัท  คุณสามารถใช้วิธีเรียกชื่อเพื่อนร่วมงานใหม่เมื่อต้องสนทนากัน เพราะจะช่วยให้คุณจำชื่อเพื่อนร่วมงานใหม่ได้เร็วขึ้น ปิดท้ายวันอย่างสวยงาม เพื่อแสดงให้เพื่อนร่วมงานและหัวหน้าคุณเห็นว่าคุณตั้งใจเรียนรู้งาน ไม่ใช่แค่การทำงานเพื่อรับเงินเดือนอย่างเดียว ดังนั้นเมื่อถึงเวลาเลิกงาน…… Continue reading วิธีทำให้คนอื่นประทับใจในตัวเรา ในวันแรกของการทำงานใหม่

สร้างสมดุลการใช้ชีวิตและการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

แม้ว่าเราจะชอบการทำงานเพียงใดก็ตาม แต่เราต้องไม่ลืมว่าร่างกายมนุษย์นั้นก็ต้องการพักผ่อน รวมถึงจิตใจที่ต้องการความสงบด้วยเช่นเดียวกัน การโหมงานหนักอาจจะทำให้งานของเรานั้นเสร็จไว แต่เราอาจจะลืมไปว่าสุขภาพของเราก็จะต้องเสียไปมากมายด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่ร่างกายนั้นไม่ไหวแล้ว เราคงต้องมาเสียใจกับสิ่งที่เสียไปอย่างไม่คุ้มค่าก็ได้ ดังนั้นวันนี้เราจะมาแนะเคล็ดลับการทำงานให้มีความสมดุลระหว่าง ชีวิตการทำงาน และ ชีวิตส่วนตัว หรือที่เรียกกันว่า Work-Life Balance ด้วยวิธีการง่าย ๆ 5 ขั้นตอนที่จะช่วยให้คนทำงานอย่างคุณสามารถจัดการชีวิตตัวเองได้อย่างมีความสุข 1. แบ่งความชัดเจนระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวให้ออกจากกัน หลาย ๆ ครั้งเวลาที่เรากลับบ้านไปแล้ว เราอาจจะยังกังวลว่า “เอ๊ะ งานนั้นเสร็จดีหรือยังนะ” “มีข้อบกพร่องตกไหนหรือเปล่า” หรือ “พรุ่งนี้จะแก้งานตรงไหนดี” หรือแม้แต่เวลาอยู่ที่ทำงานเราก็จะกังวลถึงเรื่องที่บ้านอีกว่า “เย็นนี้จะทำอะไรกินอะไรดี” “ลืมให้อาหารปลาตอนเช้าหรือเปล่านะ” สิ่งเหล่านี้นอกจากจะทำให้การทำงานของเรา ทำได้ไม่เต็มที่แล้ว ยังให้ช่วงของการพักผ่อนของเรานั้นมีความสุขน้อยอีกด้วย ดังนั้นเราจึงต้องแยกเรื่องที่บ้านและที่ทำงานออกจากกัน จากนั้นก็ทำให้เต็มที่เมื่อทำงาน และพักผ่อนให้เต็มที่เมื่อเลิกจากการทำงานแล้ว 2. มีความสุขกับสิ่งใด จงทำสิ่งนั้น เมื่อเวลาของการทำงานสิ้นสุดลงแล้ว เราก็ควรให้เวลาตัวเองได้ทำในสิ่งที่ต้องการบ้าง เช่น การออกไปทานอาหารค่ำนอกบ้าน อ่านหนังสือ ดูซีรีย์ หรือนอนกลิ้งอยู่บนที่นอน รวมไปถึงการปิดการติดต่อที่ไม่จำเป็นต่าง ๆ ด้วย โดยเราควรที่จะทำสิ่งเหล่านี้โดยไม่ต้องมีตารางกิจกรรม หรือ To-do List…… Continue reading สร้างสมดุลการใช้ชีวิตและการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

4 ข้อดีของการเดินทางที่มีผลต่อการทำงาน

คนทำงานบางคนชอบท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นวันหยุดสั้น ๆ หรือมีโอกาสได้หยุดยาว ก็มักจะออกเดินทางเสมอ บางคนอาจมองว่าการไปท่องเที่ยวเป็นเรื่องที่สิ้นเปลือง หรือคิดไปถึงว่าหากต้องลางานก็อาจจะส่งผลกระทบต่อการทำงาน แต่จริง ๆ แล้ว การท่องเที่ยวไม่ได้นำมาซึ่งความสนุก ความเพลิดเพลินเท่านั้น แต่ยังทำให้ได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้อีกด้วย ซึ่งหลาย ๆ เรื่องก็สามารถเอามาปรับใช้กับการทำงาน และอาจจะช่วยให้ประสบความสำเร็จในการทำงานได้อย่างที่หลายคนนึกไม่ถึง แก้ปัญหาเฉพาะหน้าในเวลาที่จำกัด การเดินทางไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศมักจะต้องมีการวางแผนล่วงหน้า แต่บางครั้งเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นได้ นักเดินทางจึงต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้ได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเที่ยวบินถูกยกเลิก การหาที่พักใหม่ หรือการจัดการกับเงินในกระเป๋า เมื่อกลับมาพบเจอกับปัญหาในการทำงาน เรื่องต่าง ๆ เหล่านั้นก็อาจกลายเป็นเรื่องง่ายไปก็ได้ จิตใจเปิดกว้างพร้อมรับสิ่งใหม่อยู่เสมอ คนที่เดินทางบ่อยมักจะมีใจเปิดกว้าง เพราะการเดินทางคือโอกาสที่จะได้ออกไปเจอโลกใหม่ที่แตกต่างจากชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นภาษา อาหารการกิน รวมถึงวัฒนธรรมที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ในเรื่องของการทำงานพวกเขาจึงมักจะเปิดรับความคิดเห็นที่แตกต่าง หรือความคิดแปลกใหม่ได้ดีอย่างไม่มีอคติ และที่สำคัญที่สุดพวกเขามักจะมองโลกในแง่บวกมากขึ้น เข้าสังคมใหม่ได้อย่างสบาย คนที่เดินทางบ่อยจะใช้เวลาในการสร้างความสนิทสนมกับผู้อื่นได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการสร้างความประทับใจกับคนอื่น ๆ ได้ง่ายด้วย เพราะผู้คนเหล่านี้มักจะมีเคล็ดลับในการเข้าถึงใจผู้คน หรือ ความสามารถในการสื่อสารที่ทำได้โดดเด่นเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมตัวทำความเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน มีความสนใจในสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ และมักจะเตรียมตัวเรื่องภาษาประจำชาติ โดยเฉพาะคำง่าย ๆ อย่างคำว่าสวัสดี หรือขอบคุณ มีเครือข่ายและพรรคพวกที่กว้างขวาง ทุกครั้งที่ออกเดินทางไม่ว่าจะเป็นการไปทำงานนอกสถานที่ หรือ…… Continue reading 4 ข้อดีของการเดินทางที่มีผลต่อการทำงาน

5 เรื่องที่มักจะพลาดในวันสัมภาษณ์ รู้ไว้เพื่ออนาคตการทำงานของคุณเอง

สำหรับคนที่ยังไม่ผ่านการทำงานมาก่อน และเพิ่งเคยสัมภาษณ์งานครั้งแรก อาจจะตื่นเต้นเอามาก ๆ และไม่มั่นใจด้วยว่าการเตรียมตัวที่ผ่านมานั้นเพียงพอแล้วหรือยัง เพราะไม่ใช่แค่เอกสารครบ ศึกษาข้อมูลบริษัทอย่างดี หรือเตรียมคำตอบสำหรับคำถามสัมภาษณ์งานเท่านั้น แต่ในวันสัมภาษณ์จริงยังมีอีกหลายเรื่องที่จะต้องทำออกมาให้ดีเช่นกัน เราจึงไม่พลาดที่จะเอาเคล็ดลับเหล่านั้นมาฝาก มีเพื่อนไปด้วย เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน หมายความว่าคนคนนั้นเป็นผู้ใหญ่มากพอที่จะดูแลและรับผิดชอบชีวิตของตัวเองได้แล้ว การพา คนอื่น ๆ ไปด้วยในวันสัมภาษณ์จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะจะทำให้ดูไม่เป็นผู้ใหญ่ พึ่งพาตัวเองไม่ได้ หากมีความจำเป็นควรจะให้พวกเขารออยู่นอกบริษัท เช่น ร้านกาแฟ หรือ ห้างสรรพสินค้าบริเวณนั้นแทน ไปถึงตรงเวลา การไปถึงตรงเวลาเป็นเรื่องที่ดี แต่จะดีกว่าหากไปถึงก่อนเวลาสักครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง เพราะนอกจากจะทำให้เขาดูเป็นคนมีความรับผิดชอบแล้ว การที่ไปถึงก่อนเวลานัด ก็จะทำให้มีเวลาได้สำรวจตัวเองให้เรียบร้อยอีกรอบด้วย แต่หากมีเหตุสุดวิสัยเกิดขึ้นก็ควรจะโทรศัพท์ไปแจ้งทางบริษัทเพื่อขอเลื่อนเวลานัด โกหกไป HR ก็จับไม่ได้ สิ่งที่ผู้สัมภาษณ์ทุกคนให้ความสำคัญก็คือความซื่อสัตย์ ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะพูดโกหกอย่างเด็ดขาด การศึกษาคำถามและลองคิดคำตอบเอาไว้ล่วงหน้าเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะสร้างคำตอบที่ดูดีให้กับตัวเองโดยไม่ตรงกับความจริงได้ เพราะคนที่มาสัมภาษณ์นั้นล้วนเป็นคนที่มีประสบการณ์ผ่านการสัมภาษณ์มาเป็นจำนวนมากแล้วทั้งสิ้น พวกเขาจึงมักจะดูออกทันทีว่าคนไหนพูดความจริง หรือคนไหนกำลังโกหก รวมถึงเรื่องการแสดงนิสัยส่วนตัว ควรจะแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมาในระหว่างการสัมภาษณ์งาน เพราะพวกเขาจำเป็นต้องรู้ด้วยว่าผู้สมัครมีลักษณะนิสัยอย่างไร เพื่อพิจารณาว่าจะสามารถเข้ากับองค์กรได้หรือไม่ ไม่ใส่ใจบุคลิกภาพ บุคลิกภาพระหว่างการสัมภาษณ์งานเป็นอีกสิ่งที่หลายคนมักจะลืมให้ความสำคัญ ขณะสัมภาษณ์งานคนถูกสัมภาษณ์อาจเกิดอาการตื่นเต้นหรือประหม่า จนเผลอทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมออกมา รวมทั้งอย่าลืมมองตาผู้สัมภาษณ์ขณะพูดด้วย เพราะหากเราหลบตาขณะกำลังตอบคำถามสัมภาษณ์งาน นอกจากจะเป็นการเสียมารยาทแล้ว ยังอาจทำให้ผู้สัมภาษณ์คิดว่าเรากำลังโกหกอยู่ก็ได้ ตอบคำถามทุกอย่างด้วยความมั่นใจ ชัดเจน และมีหางเสียงทุกครั้ง…… Continue reading 5 เรื่องที่มักจะพลาดในวันสัมภาษณ์ รู้ไว้เพื่ออนาคตการทำงานของคุณเอง

กลยุทธ์การทำงานเป็นผู้นำจาก Larry Page ผู้ร่วมก่อตั้ง Google

การทำงานว่ายากแล้ว การที่ต้องมาเป็นผู้นำนั้นยากกว่า เพราะการเป็นผู้นำมีความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่มากกว่าการเป็นหัวหน้าทีมในบริษัทเสียอีก แต่มันก็ไม่ได้แปลว่าเราจะเรียนรู้และฝึกฝนมันไม่ได้ วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับการทำงานสำหรับการเป็นผู้นำ จากผู้นำของผู้ร่วมก่อตั้ง Google อย่าง Larry Page มาฝากคนที่กำลังเป็นผู้บริหารและกำลังอยากที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจมาฝากกัน

วางแผนอาชีพการทำงานให้เหมือนการท่องเที่ยว

ในช่วงชีวิตของการทำงานนั้น ใครๆ ต่างก็อยากที่จะประสบความสำเร็จในเป้าหมาย แต่หลายคนก็ไม่ได้ทำตามฝันเพราะมีภาระหลายอย่างหรือเอาแต่คิดว่าเป้าหมายของเรานั้นใหญ่เกินตัว หากคิดว่าเราไปถึงเป้าหมายนั้นเหมือนกับการท่องเที่ยว ขั้นตอนการวางแผนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลาในการหาข้อมูลต่าง ๆ เตรียมงบประมาณและมีรายละเอียดอีกหลายขั้นตอน ด้วยแรงจูงใจของเรานั้นเราก็จะพยายามทำให้มันสำเร็จ เพราะงั้นไม่ว่าตอนนี้เป้าหมายของเราจะเป็นอย่างไร เรามีแนวคิดที่จะนำการวางแผนท่องเที่ยวมาเป็นแนวทางในการทำงานของตัวเราเองมาฝากกัน